วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

   ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต  นักชีววิทยาคาดการณ์ว่าโลกเรานี้มีสิ่งมีชีวิตจำนวนมากมายหลายล้านชนิด  แต่ที่ได้ศึกษากันตามหลักวิทยาศาสตร์มีอยู่เพียงประมาณ 2 ล้านชนิดเท่านั้น  และในจำนวนสิ่งมีชีวิตที่รู้จักกันแล้วนี้มีอยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น (ไม่ถึง  0.01%)  ที่นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษา และตรวจสอบถึงศักยภาพและคุณค่าที่อาจเป็นประโยชน์ต่อกิจกรรมต่าง ๆ  ของมนุษย์  ทั้งโดยทางตรงทางอ้อม  ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เอาใจใส่ และด้วยในความรู้ของเราเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่อยู่ร่วมโลกกับเรา เราอาจกล่าวอย่างมั่นใจได้ว่ายังมีสิ่งมีชีวิตอีกมากมายที่รอคอยการศึกษาจากนักวิชาการ  โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตในบริเวณป่าชื้นเขตร้อน (tropical rain forest)    ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางประมาณ  7% ของผืนแผ่นดินที่อยู่อาศัยทั่วโลก  ป่าชื้นเขตร้อนเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ และ เอื้ออำนวยให้มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตมากมาย เสมือนเป็นศูนย์กลางแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ที่สมควรได้รับความสนใจดูแลรักษาสภาพไว้ให้เป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศและของโลกด้วย  นักวิชาการคาดหมายว่ามีสิ่งมีชีวิตจำนวนไม่น้อยกว่า 3 ล้านชนิดในป่าชื้นเขตร้อนในจำนวนสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่คาดว่ามีประมาณ 5 ล้านชนิดหรือมากกว่านั้น แต่จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันบ่งบอกว่ามีสิ่งมีชีวิตเพียงประมาณ 5 แสนชนิดเท่านั้นที่ได้รับการศึกษาตามหลักวิทยาศาสตร์ และคาดว่าในป่าชื้นเขตร้อนยังมีสิ่งมีชีวิตอีกจำนวนมากมายที่มีความหลากหลายอย่างน่าอัศจรรย์  คงมีสิ่งมีชีวิตจำนวนไม่น้อยในป่าชื้นเขตร้อนที่ถูกทำลายสูญหาไปจากโลกนี้อย่างไม่มีวันที่จะหวนกลับคืนมาได้อีกโดยน้ำมือของมนุษย์จะโดยจงใจหรือไม่ก็ตาม  ทั้ง ๆ ที่สิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้วนั้นอาจมีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติอย่างมหาศาล หากว่าเราได้รู้จักมันและศึกษาหาความรู้จากมันเสียก่อน
            เราต้องยอมรับความจริงว่าการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตโดยกลไกตามธรรมชาติ  เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นไม่เร็วก็ช้า  มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตชนิดที่ปรากฎอยู่ในโลกปัจจุบันเป็นเพียงส่วนน้อยนิดประมาณ 1% ของสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ จำนวนมากมายหลายร้อยล้านชนิดที่เคยอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ในอดีตกาล  โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลา 600 ล้านปีที่ผ่านมา  มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าว มีสิ่งมีชีวิตมากมายและหลากหลายที่สุด  จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคทองของความหลากหลายทางชีวภาพทีเดียว เราอาจประมาณการณ์ได้ว่าอัตราสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในช่วงเวลาดังกล่าวในอดีตกาล  เกิดขึ้นตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ  โดยเฉลี่ยประมาณปีละ 1 สปีชีส์ แต่ในปัจจุบันพบว่า  การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมยุคใหม่ เกิดขึ้นในอัตราที่รวดเร็วเป็นหลายร้อยหลายพันเท่าของอัตราสูญพันธุ์ในอดีตกาล  จะสังเกตว่า การสูญพันธุ์อย่างรวดเร็วเกิดขึ้นในพวกที่อาศัยอยู่ในป่าชื้นเขตร้อน  โดยเฉพาะในประเทศที่ด้วยพัฒนา และที่กำลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทยเราด้วย การสูญเสียทรัพยากรสิ่งมีชีวิตอย่างากมายในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่สิบปีมานี้ ส่วนใหญ่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์อย่างน่าอนาถใจยิ่ง  นักวิชาการประเมินอัตราสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตประมาณวันละ 1 ชนิด ในช่วงปี ค.. 1970 และเพิ่มขึ้นเป็นชั่วโมงละ 1 ชนิดในช่วงปี ค.. 1980 หากอัตราสูญพันธุ์เป็นไปในลักษณะเช่นนั้ก็เป็นที่เชื่อกันว่าภายใจสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้ จะมีการสูญพันธุ์ไม่น้อยกว่า  20-50%  ของสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกกลมใบนี้  และในจำนวนที่สูญพันธุ์ไปนี้จะเป็นการสูญเสียจากป่าชื้นเขตร้อนมากที่สุด เพราะมีหลักฐานแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีการทำลายป่าไม้ในเขตร้นอย่างมากมายในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา
            ในระบบนิเวศที่สมดุล  การสูญเสียสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่ง อาจมีผลกระทบถึงสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่  มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่กรณี นักชีววิทยาได้ประมาณการณ์ว่า การสูญพันธุ์ของพืชชนิดหนึ่งสามารถส่งผลกระทบให้มีการสูญเสียแมลงและสัตว์อื่นในระบบนิเวศเดียวกันได้มากมากหลายชนิด อาจมากถึง 30 ชนิดก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบอาจไม่ปรากฎชัดเจนในทันท่วงทีในระบบนิเวศที่ซับซ้อน

            ความหลากหลายของระบบนิเวศ  ระบบนิเวศประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตนานาชนิด และรูปแบบต่าง ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ และจุลินทรีย์  ที่อยู่ร่วมกันในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง  โดยสิ่งมีชิวิตเหล่านั้นสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมรอบ ๆ ตัวได้ การปรับตัวเปลี่ยนแปลงบางอย่างของสิ่งมีชิวตอาจเกิดขึ้นภายในหนึ่งชั่วอายุ หรืออาจเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลายาวนานหลายชั่วอายุ โดยผ่านการคัดเลือกตามธรรมชาติ ตามกระบวนการวิวัฒนาการ  สมบัติและความสามารถของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด แต่ละตัวตนในแต่ละประชากรที่จะเจริญเติบโต แตกต่างกันออกไปในสภาวะแวดล้อมที่หลากหลาย และเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลานั้น  มีพื้นฐานมาจากความแตกต่างแปรผันทางพันธุกรรม สิ่งมีชีวิตและสภาวะแวดล้อมต่างก็มีบทบาทร่วมกันและมีปฏิกิริยาต่อกันและกันอย่างซับซ้อนในระบบนิเวศที่สมดุล ขนาดของประชากรเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่อาจมีผลต่อระบบนิเวศ  ประชากรที่มีขนาดเล็กมากจะล่อแหลมต่อการสูญพันธุ์มากกว่าประชากรที่มีขนาดใหญ่   การลดขนาดของประชากรอาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมอย่างฉับพลัน  ซึ่งมีผลทำให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางพันธุกรรมจนประชากรนั้นไม่สามารถปรับตัว และสูญพันธุ์ไปในที่สุด  นอกจากนั้นประชากรที่มีขนาดเล็กแต่สมาชิกกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่กว้างขวาง คงประสบปัญหาเรื่องการขาดคู่ผสมพันธุ์ อันเป็นผลให้ประชากรนั้นต้องสูญพันธ์ไปได้เช่นเดียวกัน  ดังนั้น โครงสร้างและสมบิตของระบบนิเวศเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้สิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ รวมทั้งมนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล การกระทำได ๆ ที่จะก่อให้เกิดการขาดแคลนสปีชีส์หรือลดขนาดของประชากรของสปีชีส์หนึ่ง ย่อมส่งปผลกระทบต่อระบบนิเวศนั้นอย่างแน่นอนยิ่งหากมีการกระทำที่นำไปสู่การสูญพันธุ์หรือแม้กระทั่งเกือบสูญพันธุ์ของสิ่งมีชวิตเพิ่มมากขึ้นด้วยแล้ว ย่อมหมายถึงการเดินทางไปสู่ความหายนะของระบบนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น Homo sapiens เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในระบบนิเวศต่าง ๆ  ทั่วทุกมุมโลก  เพราะได้รับการสนับสนุนและการเอื้ออาทรจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆของระบบนิเวศ  ความเจริญทางอารยธรรมของมนุษย์ได้มาถึงจุดสุดยอด และเริ่มเสื่อมลง  เพราะมนุษย์เริ่มทำลายสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นที่เคยช่วยเหลือสนับสนุนตนเองมาโดยตลอด  ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค หรือการแสวงหาความสุขและความบันเทิงบนความทุกข์ยากของสิ่งมีชีวิตอื่นก็ตาม จนทำให้เกิดการเสียดุลของระบบนิเวศ ซึ่งจะนำไปสู่ความเสียหายอย่างใหญ่หลวงของสรรพสิ่งทั้งมวล

การที่สิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ  ถูกทำลายสูญหายไปจากโลก  จะโดยภัยธรรมชาติ หรือจากน้ำมือของมนุษย์ก็ตามที  จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งให้อัตราสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตนานาชนิดที่เหลืออยู่ในโลกนี้เพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ  อันเนื่องมาจากเสียดุลของระบบนิเวศนั้นเอง  อัตราสูญพันธุ์อาจแตกต่างกันออกไปในแต่ละระบบนิเวศ อาจมีคำถามตามมาว่า จะมีทางเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด หรือไม่ที่มนุษย์จะนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาใช้ในการปรับปรุงหาสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นมาทดแทนสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไป  เช่น  การปลูกพืชชนิดใหม่  หรือการนำสัตว์พันธุ์ใหม่เข้ามาทดแทนชนิดเดิม  ในทางเทคนิคแล้วไม่มีปัญหาที่จะทำเช่นนั้น แต่เราต้องไม่ลืมว่าการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของป่าจากสภาพธรรมชาติเดิมมาเป็นระบบที่จัดสร้างขึ้นมาใหม่ตามรูปแบบที่มนุษย์ต้องการนั้น อาจทำได้เฉพาะในบางท้องถิ่นเท่านั้น อย่างเช่น ในป่าเขตอบอุ่น อาจทำการจัดปลูกป่าทดแทนได้ เพราะสภาพอากาศและดินเอื้ออำนวยต่อการเปลี่ยนแปลงได้พอสมควร แต่จะพบว่าในป่าชื้นเขตร้อนที่มีสภาพอากาศแปรปรวนไปตามฤดูกาล และ ความสมบูรณ์ของอาหารพืชมักจะสะสมอยู่ในต้นพืชเสียเป็นส่วนใหญ่  ซึ่งยากที่จะหาสิ่งใหม่ ๆ มาทดแทนได้อย่างเหมาะสม  หากป่าชื้นเขตร้อนถูกทำลายไปจนหมดแล้ว สภาพทางนิเวศวิทยาก็จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง  ในกรณีเช่นนี้ สิ่งที่มนุษย์จะทำได้ดีที่สุดและควรทำอย่างยิ่ง คือ การหามาตรการป้องกันน้ำไหลบ่าท่วมพื้นที่ และหาทางทำแหล่งกักเก็บน้ำที่เหมาะสม มิเช่นนั้น ก็อาจเกิดเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว  ดังเช่นที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทยเมื่อปลายปี  ..  2531  และในอีกหลายแห่งของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก  อย่างไรก็ตามสภาพนิเวศวิทยาบางแห่งที่ถูกเปลี่ยนแปลงเกิดความไม่สมดุล หรือถูกทำลายไปแล้ว  ก็ไม่สามารถจะสร้างระบบใหม่ขึ้นมาทดแทนได้  จะโดยวิธีการเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเพียงใดก็ตาม  ทั้งนี้ เพราะว่าการสูญเสียแหล่งสะสมความแปรผันทางพันธุกรรม  อันถือได้ว่าเป็นขุมทรัพย์ล้ำค่า ของประชากรของสิ่งมีชีวิตนั้น จะเป็นการส่งเสริมให้มีการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศนั้น ในลักษณะการคล้ายกับทฤษฎีโดมิโนนั่นเอง

ดังนั้น  การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วยในการเสริมสร้างทดแทนระบบนิเวศที่เสียสภาพสมดุลไป  มักไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ธรรมชาติเท่านั้นที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำรงต่อไปได้อย่างกลมกลืนกันที่สุด หากเราต้องการที่จะเสี่ยวงต่อการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ  โดยหวังประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง  ไม่ว่าจะเป็นด้านผลผลิตทางเกษตรกรรม ผลผลิตทางการแพทย์ และด้านวัตถุดิบเพื่อการอุตสาหกรรมแล้ว เราก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะเสียค่าใช้จ่ายให้กับสิ่งที่เราได้มา แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่ามันจะคุ้มค่ากันหรือไม่นั้น  เป็นสิ่งที่ปัญญาชนทั่วไปต้องพิจารณาให้ถ่องแท้  ก่อนที่จะกระทำการใด ๆ ลงไป มิเช่นนั้น ผลไได้ที่เรามองเห็นชัดเจนจะไม่คุ้มค่ากับผลเสียที่จะเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและในระยะยาม ซึ่งยากแก่การประเมินค่าให้เห็นชัดเจน อันนี้เป็นจุดอ่อนของนักวิชาการด้านธรรมชาติวิทยาที่ถูกโจมตีโดยนักพัฒนา นักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์  รวมทั้งผู้มีอำนาจในการวางนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งหลาย  ผู้ซึ่งมักกล่าวอ้างให้นักวิชาการด้านธรรมชาติวิทยา  ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่จะนำไปสู่การเสียสมดุลของระบบนิเวศ ให้หาข้อมูลและพิสูจน์ให้เห็นถึงประโยชน์และคุณค่าของความหลากหลายของระบบนิเวศที่ควรรักษาไว้นั้นโดยให้เวลาจำกัด ซึ่งเป็นเรื่องยากที่นักวิชาการจะกระทำได้ เพราะการเปลี่ยนแปลง หรือ เสียดุลของระบบนิเวศจะไม่ส่งผลให้เห็นชัดเจนในเวลาจำกัดตามที่เราต้องการ  อย่างไรก็ตามผมกลับมองไปในทางตรงกันข้ามว่า  นักพัฒนาหรือผู้กล่าวอ้างเหล่านั้น  น่าที่จะเป็นผู้หาหลักฐานพิสูจน์ยืนยันให้เห็นว่า พืชและสัตว์นานาชนิดของระบบนิเวศที่เราคิดจะอนุรักษ์ไว้นั้น  ไม่มีประโยชน์และไม่มีคุณค่าต่อการพัฒนาทางด้านสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว  ซึ่งก็คงจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเช่นเดียวกัน


            ความหลากหลายของพันธุกรรม    กระบวนการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต     โดยการการคัดเลือกตามธรรมชาติขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ คือองค์ประกอบทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตนั้นกับสภาวะแวดล้อม  ความหลากหลายของพันธุกรรมเป็นรากฐานสำคัญของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เพื่อที่จะเอื้ออำนวยให้สิ่งมีชีวิตดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ    ตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการหลีกเลี่ยงศัตรูหรือ ต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บ  ความหลากหลายของพันธุกรรมภายในประชากรที่อาศัยอยู่ตามแหล่งต่าง ๆ กันของสปีชีส์หนึ่ง  ยังช่วยเพิ่มศักยภาพของประชากรของสปีชีส์นั้นให้สามารถวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ กันได้อย่างเหมาะสมในระยะยามอีกด้วย (ภาพที่ 1)  ดังจะเห็นว่าพันธุ์พืชป่าจะมีวิวัฒนาการเปลี่ยแปลงปรับตัวเพื่อต่อสู้กับสัตว์และพวกจุลินทรีย์ที่เป็นศัตรูอยู่ตลอดเวลา ในทำนองเดียวกันพวกสัตว์ที่เป็นศัตรูของพืชต่าง ๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการที่จะเอาชนะพืชให้ได้ กระบวนการวิวัฒนาการร่วมกันระหว่างพันธุ์พืชและสัตว์เช่นนี้ จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยความสอดคล้องของความหลากหลายทางพันธุกรรมของทั้งพืชและสัตวืดังกล่าว  เพื่อเปิดโอกาสให้มีการคัดเลือกตามธรรมชาติ  เช่น พืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่งอยู่ร่วมกับผีเสื้อชนิดหนึ่ง  โดยตัวหนอนของผีเสื้ออาศัยกินใบของพืชตระกูลถั่วชนิดนั้นเป็นอาหาร นักชีววิทยาค้นพบว่ามีความหลากหลายของพันธุกรรมหรือยีนที่ทำหน้าที่ควบคุมการสังเคราะห์สารแอลคาลลอยด์ชนิดต่าง ๆ ในพืชถั่ว  สารแอลคาลลอยด์บางชนิดมีสมบัติเป็นพิษต่อการดำรงชีวิตของตัวหนอนผีเสื้อชนิดนั้นด้วย  และผีเสื้อนี้ก็มีความหลากหลายของยีนที่ทำหน้าที่ควบคุมเอนไซม์ที่ช่วยทำลายหรือยับยั้งสารพิษแอลคาลลอยด์รูปแบบต่าง ๆ  ของพืชด้วยเช่นกัน      ทำให้ทั้งพืชถั่วและผีเสื้อวิวัฒนาการร่วมกันอย่างสมดุลตลอดมาจนถึงปัจจุบัน
            ผลกระทบที่เด่นชัดที่สุดของประชากรธรรมชาติที่ขาดแคลนความหลากหลายของพันธุกรรม คือ การนำไปสู่สภาวะโฮโมไซโกซิตีของสมาชิกของประชากรนั้น   นอกจากนั้น  ประชากรที่ขาดความแปรผันทางพันธุกรรมยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดประสิทธิภาพของการอยู่รอดและความสมบูรณ์ในการสืบพันธุ์อีกด้วย  ผลกระทบต่าง ๆ ดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งของสภาวะความกดดันของการผสมภายในสายพันธุ์ (inbreeding depression)  ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการสูญเสียความยืดหยุ่นทางวิวัฒนาการอย่างแน่นอน
            การคัดเลือกพันธุ์ และเก็บรักษาพันธุ์พืชหรือสัตว์ เพื่อการเกษตรกรรม  โดยเก็บตัวอย่างจำนวนจำกัดของสายพันธุ์ที่ตรงกับความต้องการของเรา  คงไม่เกิดผลดีเท่าไรนัก เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายของพันธุกรรม  อันอาจก่อให้เกิดผลร้ายตามมาอย่างคาดไม่ถึง  การเพาะเลี้ยงสายพันธุ์พืช หรือสัตว์อาจได้รับการปกป้องรักษาโดยมาตรการควบคุมศัตรู  จะโดยการใช้สารเคมีหรือใช้ชีววิธีก็ตาม ก็ไม่ให้ผลดีเท่ากับสมบัติการต่อต้านหรือดื้อต่อศัตรูที่เกิดจากพันธุกรรม  ดังนั้น  การปรับปรุงพันธุ์ข้าว  ข้าวโพด  ข้าวสาลี จำเป็นต้องหาสายพันธุ์ที่มียีนที่ดื้อ หรือต่อต้านศัตรูพืชเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ  เพราะศัตรูพืชมีกลไกการปรับตัวทางพันธุกรรมที่จะทำให้มันสามารถอยู่รอดได้โดยอาศัยพืชเหล่านี้ด้วย  สิ่งจำเป็นพื้นฐาน    ของการปรับปรุงรักษาพันธุ์พืชหรือสัตว์ คือ การแสดงหาสายพันธุ์ที่มีความหลากหลายของพันธุกรรมทั้งในด้านผลผลิต  และด้านความสามารถต่อต้านศัตรู  เพื่อนำมาใช้ในการผสมพันธุ์และการคัดเลือกสายพันธุ์ตามหลักวิชาการ  แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการตัดเลือกสายพันธุ์ คือ การสูญเสียความหลากหลายของพันธุกรรมเสมอ  ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของมนุษย์ในความพยายามที่จะเอาชนะธรรมชาติ แต่ก็ต้องพบกับอุปสรรคที่เกิดจากธรรมชาตินั้นเอง  วงการเกษตรกรรมเคยฮือฮากับปฏิวัติเขียว หรือ กรีนเรโวลูชัน (green revolution) ซึ่งเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การเกษตร ที่ปรับปรุงพันธุ์ข้าว   และข้าวโพด ให้ได้ผลผลิตสูงเพียงพอกับความต้องการของ ประชาชนจำนวนมากในประเทศที่ยากจนและด้วยพัฒนาในโลกที่สาม  พันธุ์ข้าวและข้าวโพดสายพันธุ์ต่าง ๆ ที่พัฒนาปรับปรุงขึ้นมาในประเทศที่เจริญแล้ว จะให้ผลผลิตสูงมากกว่าพันธุ์พื้นเมืองที่ชาวบ้านมีอยู่  หากได้รับการดูแลที่เหมาะสมในเรื่องเกี่ยวกับน้ำ ปุ๋ย และยาปราบศัตรู แต่โดยธรรมชาติของเกษตรกรทั่วไปที่มุ่งหวังแต่ผลผลิตสูงเป็นประเด็นสำคัญ โดยไม่คำนึงถึงหลักและความสำคัญของความหลากหลายของพันธุกรรม  ผลก็คือมีการนำเอาสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่พัฒนาขึ้นมาใช้แทนที่พันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม    ซึ่งค่อย ๆ ถูกละเลยและถูกทอดทิ้งจนกระทั่งสูญหายไปในที่สุด หรืออีกนัยหนึ่ง  เป็นการนำเอาความเป็นเอกภาพของพันธุกรรม (genetic uniformity หรือ hemogeneity)     มาทดแทนความหลากหลายของพันธุกรรม  (genetic diversity)  ทำให้พันธุ์พื้นเมืองที่มีองค์ประกอบพันธุกรรมเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองในท้องถิ่นนั้น ๆ ต้องสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย เสมือนเป็นการทำลายอู่ข้าวอู่น้ำที่มีค่าอย่างคาดไม่ถึง  ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนาประเทศในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคมที่มีการทำลายธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพร เช่น การสร้างเขื่อนเพื่อพลังงานไฟฟ้า   และการชลประทาน  การทำเหมืองแร่  การทำอุตสาหกรรมป่าไม้  การสร้างเมืองใหม่  การขยายพื้นที่เพาะปลูก ฯลฯ ย่อมนำไปสู่การสูญเสียพืชพันธุ์เก่าแก่ในท้องถิ่นดั้งเดิม  ซึ่งเป็นการทำลายความหลากหลายของพันธุกรรมโดยที่มิอาจเรียกกลับคืนมาได้อีก       ดังเช่นเหตุการณ์ที่น่าเสียใจที่เกิดขึ้นในประเทศโลกที่สามอย่างเช่น    ไนจีเรีย   เอธิโอเปีย กลุ่มประเทศในอเมริกาใต้ และในเอเชีย
            ความหลากหลายของพันธุกรรมในประชากรธรรมชาติจำเป็นต้องพิทักษ์รักษาไว้ เพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบของหน่วยพันธุกรรมรูปแบบใหม่ ๆ   ที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ใหม่ ๆ   ที่มนุษย์ต้องการ  ตัวอย่างการค้นพบข้าว  ข้าวโพด  มันฝรั่ง  มะเขือเทศ  และพืชชนิดอื่น ๆ ที่เป็นพันธุ์เก่าแก่และถูกทอดทิ้งอยู่ในป่ามาเป็นเวลานาน  ยังก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลต่อมนุษย์ ดังจะเห็นว่า การค้นพบมะเขือเทศสปีชีส์ใหม่ 2 ชนิด ในป่าทึบของประเทศเปรู  สปีชีส์ที่ค้นพบใหม่เป็นพันธุ์เก่าแก่ที่หายากมาก นักวิทยาศาสตร์ได้นำเอามะเขือเทศพันธุ์เก่าแก่มาผสมพันธุ์กับพันธุ์ที่ใช้เพาะปลูกโดยเกษตรกรทั่วไปแล้วปรากฎว่า ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงมากกว่าพันธุ์ที่เคยใช้กันอยู่หลายเท่า และสามารถปรับปรุงพันธุ์ผสมใหม่ที่ได้ยีนมาจากพันธุ์ป่าเก่าแก่  ทำให้เกิดผลดีทางเศรษฐกิจต่อประเทศสหรับอเมริกาอย่างมหาศาลเกินค่าเงินที่ลงทุนไปในการวิจัยค้นหาพันธุ์เก่าแก่ที่ยังหลงเหลืออยู่ในป่านั้น
            การค้นพบสายพันธุ์ข้าวชนิดเก่าแก่ที่มีความต้านทานต่อโรคข้าวหลายชนิด แต่พันธุ์ข้าวเหล่านั้นมีคุณค่าท่างผลผลิตน้อยจนถูกละเลยในประเทศอินเดีย  ทำให้นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวคัดเลือกเอายีนที่ต้านทานโรคข้าวได้ดีมาใช้ปรับปรุงพันธุ์ข้าวปกติที่ให้ผลผลิตสูง  อันจะยังประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมากมาย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น